Vision

ตั้งแต่เริ่มตั้งบริษัทมา มักจะคิดอยู่เสมอว่าหากบริษัทเราจะต้องเติมโต จะมีหลักยึดอะไรที่จะคงสภาพองค์กรของเราให้เป็นไปอย่างนี้ได้

 

เริ่มแรกจริงๆ เรายอมรับเลยว่าอยากให้บริษัทเราเป็นเหมือน Pixar + 37 signal + leverage อาจจะดูฝันนะ แต่มันเป็นเป้าที่เราจะต้องไปให้ถึงจริงๆ

 

ลองคิดดูสิ ถ้าคนในบริษัทเราทำงานที่ไหนก็ได้บนโลกใบนี้ เหมือน 37 Signal ทุกคนทำงานสนุก และมีความรู้มาแบ่งปั่นมีสิทธิเท่าเทียมกันแบบ Pixar ที่แม่บ้าน หรือยามรักษาความปลอดภัยสามารถมาเรียนพิเศษเพิ่มความรู้ได้ และทีมงานในบริษัทเราแกร่ง และเจ๋ง พร้อมที่จะตะลุยทุกสถาณการ์ณแบบ ในซีรียส์ Leverage เราว่านี่แหละ บริษัทในฝัน

 

ทีนี้มาดูว่าเราจะทำอย่างไรกันได้บ้าง เพื่อที่จะให้องค์กรเราเป็นไปตามแบบที่ฝันจริงๆ เบื้องต้นเรา ให้พนักงานทุกคนสามารถทำงานอยู่กับบ้านได้ ออกไปทำสิ่งที่ตัวเองรักได้ โดยการวัดผลงานนั้นเราดูกันที่ผลงาน ตั้งสถานที่ทำงานเอาไว้ 1 แห่งเพื่อสำหรับเรียกรวมพล อย่างน้อยเราก็กำหนดให้ 1 วันของสัปดาห์เป็นวันที่เรียกทุกคนมาประชุม มาเจอหน้า มาเล่นมุก มากินข้าว

 

จากนั้นกวางได้คุยกับบิ๊ก ว่าเมื่อก่อนตอนทำอยู่ที่ ING Life เราชอบกิจกรรมหนึ่งมาก กิจกรรมนั้นคือ การที่ในหนึ่งสัปดาห์ แต่ละคนจะต้องไปหาความรู้มาเพื่อมาแบ่งปันคนในทีม โดยที่ความรู้ที่นำมาแบ่งปันนั้น จะเป็นความรู้เพื่อพัฒนาองค์กร หรือเพื่อพัฒนาทีมงานก็ได้ และแต่ละเดือน เราจะมา  Workshop  ครั้งใหญ่ เพื่อแบ่งปันประสบการ์ และความรู้ ให้รู้จักตัวเอง รู้จักองค์กร และรู้ว่าเรากำลังเดินไปในทิศทางใดกัน และสุดท้ายคือกิน! ข้าวร่วมกัน บิ๊กเลยตัดสินใจว่าไหนวันจันทร์ของทุกวัน เราเรียกประชุมแล้ว ก็เป็นวัน innovation ด้วยละกัน โดยให้ทุกคนหาความรู้มาแบ่งปันกัน 

 

เราว่าแนวคิดนี้มันดีนะ อย่างน้อยมันทำให้ทุกคนในบริษัทรู้ว่าแต่ละคนมีหน้าที่ทำอะไรอยู่ สนใจอะไร และความรู้แต่ละสัปดาห์นั้น มันทำให้เค้าเก่งอะไรขึ้นบ้าง ลองคิดดูสิ ถ้าวันนึงที่คุณมาถามพนักงานบัญชีของบริษัททำเว็บว่า ทำเว็บทำยังไง ต้องเตรียมอะไรบ้าง แล้วบัญชีเราตอบแค่ว่า เรื่องนี้ไม่รู้ค่ะ เพราะว่าไม่ใช่ตำแหน่งที่ฉันรับผิดชอบ กับ บัญชีที่ตอบได้ว่า ขั้นตอนในการทำเว็บมีอะไรบ้าง แล้วพนักงานบัญชีสามารถบอกขึ้นตอนการทำงานได้จนจบโปรเสจ สิ่งที่ลูกค้าต้องคำนึง สิ่งที่ความต้องรู้ ข้อมูลที่ต้องเตรียม ไม่รู้นะว่าคนอื่นจะรู้สึกยังไง แต่เราเหตุการณ์แบบนี้มันบอกอะไรได้หลายอย่างว่า พนักงานกับองค์กรมีความสัมพันธ์กันอย่างไร และคนนั้นเข้ามาทำงานเพื่อเรียรู้ หรือทำงานเพื่อเงินกินใช้เพียงอย่างเดียว 

 

ตอนนี้ innovation ของบริษัทเรา ก็พยายามทำให้มันเป็นรูปเป็นร่างเริ่มมี จุดหมายมากขึ้น 

 

และเมื่อปีที่แล้ว บริษัทได้มีโอกาสได้ร่วมพิชชิ่งงานกับแบรนด์ดังๆ หลายเจ้า ลูกค้าส่วนใหญ่ที่ข้าไป มันจะถามเราเรื่อง Vision ขององค์กรมาตลอด กวางกับบิ๊กเลยมาคุยกันอีกครั้งว่าถ้าเราจะต้องไปพิชชิ่งเจ้าใหญ่ น่าจะต้องมีเพื่อบอกให้ลูกค้าได้รู้ ให้มันเป็นหลักการทำทางบริษัทเราเลยว่า ตอนนี้เราจะต้องเป็นอย่างนี้ และเรากำลังจะพิจารณาไปในทิศทางไหน  อนาคตเราจะให้องค์กรเราเป็นยังไง 

 

เราเลยมานั่งเปิดใจกันว่า เราอะไม่อยากเป็นบริษัทใหญ่ แต่กลวงนะ คือเราเชื่อว่า งานที่ยิ่งใหญ่ อาจจะไม่ได้เกิดจากคนร้อยคนก็ได้ บางสิ่งบางอย่างมันถูกเนรมิตโดยคนเพียงหนึ่งคน แค่คนคนนั้นเค้าจะต้องมีประสิทธิภาพจริงๆ หลังจากคุยกันประมาณนึง เราก็มองหน้ากันว่า เราจะต้องผลิตทีมงานที่เป็นซุปเปอร์ไซย่าให้ได้ แล้วทำยังไงหละ….  หลังจากมองหน้ากันซักพัก ก็พบว่า innovation ที่เราทำมาเนี่ยมันคือทางออกหนึ่ง 

 

เราได้มาแล้วในสิ่งที่เราจะทำในองค์กร แล้วกับลูกค้าเราหล่ะ…

 

 

เรานั่งคุยกันถึงการทำงานกับลูกค้าในชีวิตที่ผ่านมา แล้วพบว่า บางครั้งที่เราจะลูกค้าเยอะ ลูกค้าไม่เข้าใจ ลูกค้าเรื่องมาก หรืออะไรก็ตามแต่ที่เป็นอุปสรรคในการทำงาน เราคิดได่ว่าอาจมีหลายปัจจัยที่ทำให้ลูกค้าไม่ให้ความร่วมมือกับเราเท่าที่ควร บิ๊กเลยมีความเห็นว่า ให้ใส่เรื่อง”ทฤษฎีสามขา”ข้อนี้ลงไปด้วย เพื่อตอนพรีเซนต์ เราจะได้มีโอกาสเปิดใจในการทำงานกับลูกค้ามากขึ้น (แต่ข้อนี้มันไม่จบเท่านี้นะจ๊ะ ยังมีลงรายละเอียดต่ออีก ไว้จะมาเล่าให้ฟังว่า สุดท้ายเราทำยังไงให้ลูกค้ารู้สึกอยากมีส่วนร่วมกับการทำงานของบริษัทเราบ้าง)

ส่วนข้อสุดท้ายเป็นข้อที่ตั้งใจว่าจะใส่เอง แน่นอน ในตอนนี้เรายังไม่อยากจะหวังอะไรมากไปกว่า การที่แบรน์ต่างประเทศจะเข้ามาทำการตลาดในไทยจะต้องคิดถึงเรา มันเป็นผลพลอยได้จากเมื่อตอนที่ได้มีโอกาสเปิดตัวแบรนด์เสื้อผ้าแบรนด์หนึ่ง เมื่อสอง สามปีก่อน ตอนที่แบรนด์นี้จะเข้ามาเมืองไทย ทีมการตลาดค่อนข้างจะไม่มีไอเดียว่าควรจะเลือกทีมให้ในประเทศเรามาเพื่อทำการโปรโมทดี สุดท้ายเลยลงเอยที่เอเจนซี่เจ้าหนึ่งที่มาจากสัญชาติเดียวกัน ตอนนั้น กวางเลยรู้สึกว่า ด้วยพื้นฐานวัฒนธรรม พฤติกรรมการใช่ชีวิตของคนไทย มันมีผลกระทบต่อแบรนด์ต่างประเทศพอควรเลยนะ กับการที่จะมาเปิดตัวอย่างไรให้โดนใจคนไทย กวางเลยรุ้สึกว่า ถ้าเป้าหมายแรกของบริษัทตอนนี้คือ ไม่ได้เป็นเอเจนซี่ใหญ่ระดับโลก แต่เป็นเอเจนซี่ ที่เข้าใจผู้บริโภคชาวไทย และถ้าแบรนด์ต่างชาติแบรนด์ไหนจะมาเปิดตัวที่นี่ จะต้องคิดถึงเรา เพราะเราเข้าใจผู้บริโภคของไทยที่สุด ! 

 

ดังนั้นตอนนี้ที่พรีเซนต์ vision ของบริษัท เราจึงได้มาหลักๆ ดังนี้ 

Founder's Vision: เราไม่ต้องการสร้างองค์กรขนาดใหญ่ แต่เราต้องการองค์กรที่เจ๋ง "เราอยากสร้างทีมงาน และได้ร่วมงานกับคนที่เจ๋งๆ ชนิดที่คนอื่นต้องอิจฉา"

Company's Vision:

  1. เราจะเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาผลงานบนโลกออนไลน์
  2. สร้างแนวทางในการทำงานแบบทฤษฎีวิ่งสามขา
  3. ถ้าแบรนด์ไหนจะมาเปิดตลาดในประเทศไทย จะต้องนึกถึงเรา

18Mongkut | | No Comments

Leave a Reply

«